กล้อนผมนักเรียน กับความเห็นที่แตกต่าง

กล้อนผมนักเรียน กลายเป็นคำพาดหัวข้อข่าวในสองสามวันมานี้ แม้เป็นข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่ง แต่ได้รับความสนใจจากนักเล่าข่าวกันเป็นอย่างมาก และในวงสนทนาพูดคุยในวันหยุดยาวกับใครหลายคนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในเรื่องทรงผมนักเรียนก็ทำให้ได้รับรู้เพิ่มขึ้นอีกในหลายประเด็น มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ด้วยอายุอานามของผมถือว่าเป็นคนรุ่นเก่า แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับนักเรียนชายตัดผมเกรียนและนักเรียนหญิงตัดผมสั้นเห็นติ่งหู ทั้งๆ ที่คนรุ่นผมเจอแบบนี้กันมาตลอด และครูก็มักจะบอกว่า “ทำให้มันถูกระเบียบ” ซึ่งไอ้คำนี้ผมเชื่อว่านักเรียนได้ยินได้ฟังมาตลอดทุกรุ่นล่ะครับ

อดคิดไม่ได้ว่า เราหลายคนหลายรุ่นถูกบังคับเรื่องชุดนักเรียน ถูกบังคับเรื่องทรงผม มาตั้งแต่เด็กๆ จนเกิดความอัดอั้นตันใจหรือเปล่า โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เมื่อมาทำงาน หลายคนทำแบบเดิมคือทำให้ถูกระเบียบในทุกเรื่อง แต่อีกหลายคนทำไม่ถูกระเบียบในหลายเรื่อง อย่าให้ยกตัวอย่างเลย เรารู้ๆ กันอยู่

ส่วนคนที่เห็นด้วยกับการตัดผมนักเรียน มักจะอ้างความมีวินัยอย่างเดียว อ้างจนคนรุ่นใหม่บ่นว่า การตัดผมสั้นทรงนักเรียนมันทำให้เรียนเก่งขึ้นเหรอวะ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ไอ้…มันคงได้เกรด 4 ทุกตัว

คุยกันไปคุยกันมา หลายคนสงสัยว่า จริงๆ แล้วทรงผมนักเรียนเนี่ยมันมีระเบียบบอกไว้หรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน แบบทหารตำรวจปัจจุบันนี้ หรือรองทรงได้ เออ…กูก็ไม่เคยรู้

ผู้รู้ท่านหนึ่งท่านเลยบอกว่า เมื่อก่อนน่าจะไม่มีบอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่งจะมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน ออกมาเมื่อปี 2563 นี้เอง (แกบอกว่าเห็นในราชกิจจา) ซึ่งในระเบียบนั้นก็ไม่ได้บอกว่านักเรียนต้องตัดผมเกรียนแบบทหารตำรวจยุคนี้เสียหน่อย

ผู้เฒ่าท่านหนึ่งท่านอธิบายให้ฟังว่า การบังคับให้นักเรียนตัดผมทรงเดียวกัน การบังคับนักเรียนให้สวมใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกันมาโรงเรียน (ทำให้เรารู้ว่าบางคนขาดเรียนไปเพราะไม่ได้ป่วยก็มี) มันเป็นเทคนิคทางการปกครองของรัฐ ท่านบอกว่า ที่รัฐอธิบายว่า การใส่ชุดนักเรียนเพื่อแสดงให้เห็นความเท่าเทียม คือไม่ว่าลูกชาวบ้าน หรือลูกผู้ดี ถ้าเข้ามาเรียนที่นี่ก็ไม่แตกต่าง ท่านบอกว่าเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น

ที่จริงเป็นการกันพวกเขา ที่ไม่ใช่พวกเรา อันนี้ให้ใช้ดุลพินิจเอาเองนะครับว่าเชื่อไม่เชื่อ

ผู้เฒ่าท่านนี้ ท่านยังตั้งข้อสังเกตุอีกว่า คำว่า “เด็กดี” ในความหมายของรัฐและผู้หลักผู้ใหญ่ คือเด็กที่ไม่มีคำถาม คือเด็กที่เชื่อฟัง คือเด็กที่ผู้ใหญ่บอกอะไรก็เชื่อ นั่นแหละเด็กดี

ในขณะที่บอกว่า เด็กดีต้องเชื่อฟัง ต้องไม่ถาม กลับบอกอีกว่า เด็กบ้านเราไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ท่านบอกว่า ท่านฟังแล้ว งง ยิ่งกว่างง

ผมเลยบอกท่านไปว่า ผู้ใหญ่เหล่านั้นเขาไม่มองที่ความคิดและสมองเด็กหรอกครับ เขามองแค่ทรงผม (ไม่ฮา)

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*